บทความ เผยแพร่เมื่อ: กันยายน 28, 2026

ค่าน้ำทิ้ง โรงงานมีอะไรบ้าง และผลวิเคราะห์น้ำเสียช่วยเลือกเทคโนโลยีบำบัดอย่างไร

ค่าน้ำทิ้ง โรงงานมีค่า pH, BOD, COD, TSS, TDS และ Oil & Grease ช่วยประเมินคุณภาพน้ำเสีย และใช้ร่วมกับ Flow Rate เพื่อเลือกเทคโนโลยีบำบัดที่เหมาะสม

แบ่งปันข่าวนี้:
ค่าน้ำทิ้ง โรงงานมีอะไรบ้าง และผลวิเคราะห์น้ำเสียช่วยเลือกเทคโนโลยีบำบัดอย่างไร

ค่าน้ำทิ้ง โรงงาน มีค่าที่ใช้ประเมินคุณภาพน้ำเสียหลายตัว เช่น pH, BOD, COD, TSS, TDS, อุณหภูมิ และ Oil & Grease โดยผลวิเคราะห์แต่ละค่าจะช่วยให้เห็นลักษณะของน้ำเสียและปัญหาที่ต้องจัดการ เพื่อนำไปใช้ร่วมกับ Flow Rate และองค์ประกอบของน้ำเสีย ในการเลือกเทคโนโลยีบำบัดที่เหมาะสม

บทความนี้จะพาไปดูว่า ค่าน้ำทิ้ง โรงงานแต่ละตัวบอกอะไร และผลวิเคราะห์น้ำเสียควรนำไปใช้ประกอบการเลือกเทคโนโลยีบำบัดอย่างไร เพื่อให้ระบบที่ออกแบบเหมาะกับลักษณะน้ำเสียและการใช้งานจริงของโรงงาน

ค่าน้ำทิ้ง โรงงาน คืออะไร

ค่าน้ำทิ้งโรงงาน คือค่าที่ใช้บอกคุณภาพของน้ำเสียจากกระบวนการผลิตหรือระบบบำบัด โดยได้จากการเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ

ค่าที่นิยมตรวจ เช่น

  • pH ค่าความเป็นกรด-ด่าง
  • BOD ปริมาณสารอินทรีย์ที่จุลินทรีย์ย่อยสลายได้
  • COD ปริมาณสารที่ต้องใช้ออกซิเจนในการออกซิไดซ์
  • TSS ปริมาณของแข็งแขวนลอย
  • TDS ปริมาณของแข็งที่ละลายในน้ำ
  • Temperature อุณหภูมิของน้ำเสีย
  • Oil & Grease ปริมาณน้ำมันและไขมัน

นอกจากนี้ อาจต้องตรวจ โลหะหนัก ค่าสี หรือพารามิเตอร์เฉพาะอื่น ๆ ตามประเภทและกระบวนการผลิตของโรงงาน ผลวิเคราะห์เหล่านี้ช่วยให้ทราบลักษณะของน้ำเสีย และใช้เป็นข้อมูลประกอบการ เลือกและออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย ให้เหมาะกับโรงงาน

ทำไมโรงงานต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้ง

ทำไมโรงงานต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้ง

การตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งมีความสำคัญทั้งในด้าน การปฏิบัติตามกฎหมาย และ การออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย

  • ด้านกฎหมาย ช่วยให้โรงงานตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งและควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยข้อกำหนดอาจแตกต่างกันตามประเภทและลักษณะของโรงงาน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ กฎหมายน้ำเสียโรงงาน
  • ด้านการออกแบบระบบ ผลวิเคราะห์ช่วยให้ทราบว่าน้ำเสียมีปัญหาจากอะไร เช่น สารอินทรีย์สูง ของแข็งแขวนลอยมาก หรือมี TDS สูง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการเลือกเทคโนโลยีบำบัด

ดังนั้น ควรนำ ผลวิเคราะห์น้ำเสียจริง มาใช้ประกอบการเลือกและออกแบบ ระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อให้เหมาะกับลักษณะน้ำเสียของโรงงาน

Parameter สำคัญที่ควรวิเคราะห์

การวิเคราะห์น้ำเสียจะเลือกตรวจมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ประเภทโรงงาน วัตถุดิบ และกระบวนการผลิต โดยแต่ละ Parameter ช่วยบอกลักษณะของน้ำเสียและปัญหาที่ต้องจัดการแตกต่างกัน ดังนี้

1. pH

pH ใช้บอกระดับความเป็นกรดหรือด่างของน้ำเสีย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการทำงานของจุลินทรีย์ในระบบบำบัดทางชีวภาพ รวมถึงอุปกรณ์และกระบวนการบำบัดบางประเภท

หากน้ำเสียมีค่า pH สูงหรือต่ำเกินไป อาจทำให้จุลินทรีย์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการกัดกร่อนของอุปกรณ์ ดังนั้นจึงอาจต้องมีขั้นตอน ปรับค่า pH ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมก่อนเข้าสู่กระบวน การถัดไป

2. BOD

BOD (Biochemical Oxygen Demand) คือปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ต้องใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่อยู่ในน้ำ ค่า BOD จึงใช้สะท้อนภาระสารอินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้

หากค่า BOD สูง แสดงว่าน้ำเสียมีสารอินทรีย์ในปริมาณมาก เช่น น้ำเสียจากโรงงานอาหาร เครื่องดื่ม หรือกระบวนการผลิตที่มีวัตถุดิบอินทรีย์ การมีค่า BOD สูงจึงเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมิน ระบบบำบัดทางชีวภาพ และขนาดของระบบที่ต้องใช้

3. COD

COD (Chemical Oxygen Demand) คือปริมาณออกซิเจนที่ต้องใช้ในการออกซิไดซ์สารที่อยู่ในน้ำด้วยวิธีทางเคมี จึงสามารถสะท้อนภาระของสารที่ต้องจัดการได้กว้างกว่า BOD

การดู BOD และ COD ร่วมกัน ช่วยให้เห็นลักษณะของน้ำเสียได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะการประเมินว่าสารอินทรีย์ในน้ำมีแนวโน้มย่อยสลายทางชีวภาพได้มากน้อยเพียงใด ข้อมูลส่วนนี้จึงนำไปใช้ประกอบการเลือกกระบวนการบำบัดที่เหมาะสม

4. TSS

TSS (Total Suspended Solids) คือปริมาณของแข็งที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ เช่น ตะกอน เศษวัสดุ และอนุภาคของแข็งขนาดเล็ก

หากค่า TSS สูง อาจทำให้เกิดตะกอนสะสมในถังบำบัดหรือทำให้ระบบกรองเกิดการอุดตันได้ง่าย จึงอาจต้องมีขั้นตอน ดักหรือแยกของแข็ง ก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดหลัก เช่น การตกตะกอน การกรอง หรือกระบวนการแยกของแข็งที่เหมาะกับลักษณะน้ำเสีย

5. TDS

TDS (Total Dissolved Solids) คือปริมาณของแข็งหรือสารต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำ เช่น เกลือ แร่ธาตุ และสารอนินทรีย์บางชนิด ซึ่งแตกต่างจาก TSS ที่เป็นของแข็งแขวนลอย

หากน้ำเสียมีค่า TDS สูง ระบบบำบัดทางชีวภาพทั่วไปไม่สามารถกำจัด TDS ได้โดยตรง จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบของสารที่ละลายอยู่เพิ่มเติม หากเป็นน้ำเสียที่มีความเข้มข้นสูงและต้องการลดปริมาตร อาจต้องพิจารณาเทคโนโลยีเพิ่มเติม เช่น Membrane หรือ Evaporation ตามคุณสมบัติของน้ำเสียและเป้าหมายของโรงงาน

6. Temperature

Temperature หรืออุณหภูมิของน้ำเสีย มีผลต่อการทำงานของจุลินทรีย์ และปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยเฉพาะระบบบำบัดทางชีวภาพที่ต้องควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับจุลินทรีย์

หากน้ำเสียมีอุณหภูมิสูงเกินไป อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของกระบวนการบำบัดและอุปกรณ์บางประเภท จึงควรตรวจสอบอุณหภูมิก่อนออกแบบระบบ และพิจารณาการลดอุณหภูมิหากจำเป็น

7. Oil & Grease

Oil & Grease ใช้บอกปริมาณน้ำมันและไขมันที่ปะปนอยู่ในน้ำเสีย พบได้บ่อยในโรงงานอาหาร โรงงานแปรรูป และโรงงานที่มีการใช้น้ำมันในกระบวนการผลิต

หากมีน้ำมันและไขมันในปริมาณสูง อาจรบกวนการทำงานของจุลินทรีย์ ทำให้เกิดการสะสมในถังหรือท่อ และส่งผลต่อระบบบำบัดในขั้นตอนถัดไป จึงอาจต้องมี ระบบแยกไขมันหรือน้ำมัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการบำบัดหลัก

8. Parameter อื่น ๆ ที่อาจต้องตรวจ

นอกจากค่าพื้นฐานข้างต้น โรงงานบางประเภทอาจต้องตรวจพารามิเตอร์เพิ่มเติมตามลักษณะของวัตถุดิบ และกระบวนการผลิต เช่น โลหะหนัก ค่าสี ความเค็ม หรือสารเคมีเฉพาะชนิด

ตัวอย่างเช่น โรงงานชุบโลหะอาจต้องให้ความสำคัญกับโลหะหนัก ขณะที่โรงงานสิ่งทอหรือย้อมผ้าอาจต้องตรวจค่าสีเพิ่มเติม การเลือกพารามิเตอร์ให้ตรงกับกระบวนการผลิตจะช่วยให้ผลวิเคราะห์สะท้อนปัญหาของน้ำเสียได้มากขึ้น และนำไปใช้วางระบบบำบัดได้เหมาะสมกว่าเดิม

Parameter แต่ละตัวบอกอะไรเกี่ยวกับน้ำเสีย

การอ่านผลวิเคราะห์น้ำเสียไม่ควรดูจาก Parameter เพียงตัวเดียว เพราะแต่ละค่ามีความสัมพันธ์กันและสะท้อนปัญหาของน้ำเสียคนละด้าน การดูหลายค่าร่วมกันจะช่วยให้ประเมินแนวทางบำบัดได้แม่นยำขึ้น

ตัวอย่างเช่น

  • BOD และ COD สูง แต่ TDS ไม่สูง น้ำเสียมีภาระสารอินทรีย์เป็นหลัก จึงอาจพิจารณาระบบบำบัดทางชีวภาพร่วมกับกระบวนการอื่นที่เหมาะสม
  • TDS สูง แต่ BOD ต่ำ อาจมีเกลือหรือสารอนินทรีย์ละลายอยู่ในน้ำปริมาณมาก จึงควรพิจารณาเทคโนโลยีที่เหมาะกับสารละลาย เช่น ระบบ Membrane หรือ Evaporation
  • TSS สูง มีของแข็งแขวนลอยมาก อาจต้องเพิ่มขั้นตอนแยกของแข็งหรือตะกอนก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดหลัก
  • Oil & Grease สูง ควรพิจารณาการแยกน้ำมันและไขมันก่อน เพื่อป้องกันการรบกวนกระบวนการบำบัดในขั้นตอนถัดไป

ดังนั้น ผลวิเคราะห์ควรพิจารณาทั้ง คุณภาพน้ำเสีย องค์ประกอบของสาร และ Flow Rate เพื่อให้เลือกเทคโนโลยีบำบัดได้เหมาะกับสภาพน้ำเสียและเป้าหมายของโรงงาน

Parameter แต่ละตัวบอกอะไรเกี่ยวกับน้ำเสีย

Flow Rate มีความสำคัญอย่างไร

นอกจากค่าคุณภาพน้ำ เช่น pH, BOD, COD, TSS และ TDS แล้ว Flow Rate หรืออัตราการไหลของน้ำเสีย ก็เป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย เพราะช่วยให้ทราบว่าระบบต้องรองรับน้ำเสียมากน้อยแค่ไหน

ตัวอย่างเช่น โรงงานมีน้ำเสีย 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ไม่ได้ปล่อยน้ำเสียเท่ากันตลอดทั้งวัน ในบางช่วงอาจมีน้ำเสียไหลเข้าสู่ระบบมากกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงที่มีการผลิตสูง ซึ่งเรียกว่า Peak Flow หรืออัตราการไหลสูงสุด

หากออกแบบระบบโดยดูจากปริมาณน้ำเสียเฉลี่ยเพียงอย่างเดียว ระบบอาจรองรับน้ำเสียในช่วงที่มีการไหลสูงสุดได้ไม่เพียงพอ และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการบำบัดและคุณภาพน้ำหลังการบำบัด

ก่อนออกแบบระบบควรพิจารณาทั้ง ปริมาณน้ำเสียเฉลี่ย อัตราการไหลสูงสุด และช่วงเวลาที่มีน้ำเสียมาก ร่วมกับผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำ เพื่อให้เลือกระบบบำบัดและกำหนดขนาดระบบได้เหมาะสมกับการใช้งานจริง

ผลวิเคราะห์น้ำเสียกับการออกแบบระบบบำบัด

เมื่อได้ผลวิเคราะห์น้ำเสียแล้ว วิศวกรจะนำข้อมูลมาพิจารณาร่วมกับ Flow Rate เพื่อดูว่าน้ำเสียมีลักษณะอย่างไร และควรใช้กระบวนการบำบัดแบบใด เช่น การดักของแข็ง การแยกไขมัน การปรับ pH ระบบบำบัดทางชีวภาพ หรือเทคโนโลยีบำบัดขั้นสูง

การออกแบบระบบจึงไม่ได้เริ่มจากการเลือกเครื่องบำบัดก่อน แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่า น้ำเสียมีอะไรปนอยู่ มีปริมาณมากน้อยแค่ไหน และต้องการให้น้ำหลังบำบัดมีคุณภาพระดับใด

เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยให้เลือกกระบวนการและอุปกรณ์ได้เหมาะกับน้ำเสียของโรงงานมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการเลือกใช้ระบบที่ไม่ตรงกับปัญหา และช่วยให้การออกแบบมีข้อมูลรองรับอย่างชัดเจน

กรณีน้ำเสียมี TDS สูงควรพิจารณาอะไรเพิ่มเติม

หากผลวิเคราะห์พบว่า TDS สูง ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมว่า สารที่ละลายอยู่ในน้ำเสียมาจากอะไร เพราะ TDS ไม่ได้บอกว่าในน้ำมีสารชนิดใดบ้าง

จึงควรพิจารณาข้อมูลอื่นร่วมด้วย เช่น Salinity องค์ประกอบทางเคมี อัตราการไหล และแนวโน้มการเกิดตะกรัน โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการลดปริมาตรน้ำเสียหรือแยกน้ำออกจากสารที่ละลายอยู่

การทราบว่าสารที่ทำให้ TDS สูงมาจากอะไร จะช่วยให้วิศวกรประเมินและเลือกเทคโนโลยีบำบัดได้เหมาะกับลักษณะน้ำเสียมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น

  • หาก TDS สูงจาก เกลือหรือสารละลายที่มีความเข้มข้นสูง อาจต้องพิจารณาเทคโนโลยีที่สามารถแยกน้ำออกจากสารละลายได้ เช่น Membrane หรือ Evaporator Concentrator
  • หากน้ำเสียมี สารที่มีแนวโน้มเกิดตะกรันสูง ควรประเมินการเกิดตะกรันก่อนเลือกและออกแบบระบบ เพื่อป้องกันปัญหาการสะสมภายในอุปกรณ์
  • หากมี Flow Rate สูง นอกจากดูคุณภาพน้ำแล้ว ต้องพิจารณาขนาดและกำลังการรองรับของระบบให้เหมาะกับปริมาณน้ำเสียด้วย

สรุป

การดู ค่าน้ำทิ้งโรงงาน ไม่ควรพิจารณาจากค่าใดค่าหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรดู pH, BOD, COD, TSS, TDS, Temperature, Oil & Grease รวมถึง Flow Rate และองค์ประกอบของน้ำเสีย ร่วมกัน เพื่อให้เห็นปัญหาของน้ำเสียได้ชัดเจนขึ้น

ข้อมูลจากผลวิเคราะห์จะช่วยให้วิศวกรประเมิน และออกแบบกระบวนการบำบัดได้ เหมาะกับลักษณะน้ำเสียของแต่ละโรงงาน ตั้งแต่การแยกของแข็ง การปรับ pH ระบบบำบัดทางชีวภาพ ไปจนถึงเทคโนโลยีอย่าง Membrane, Evaporation หรือ ZLD ในกรณีที่มีความเหมาะสม

ดังนั้น ก่อนเลือกอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีบำบัด ควรเริ่มจากการ วิเคราะห์น้ำเสียจริงและทำความเข้าใจเป้าหมายของโรงงาน เพื่อให้ได้ระบบที่เหมาะกับการใช้งานและสามารถรองรับสภาพน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

FAQ

Q1: ค่าน้ำทิ้งโรงงานต้องตรวจบ่อยแค่ไหน?

A: ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของโรงงาน รวมถึงข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจสอบความถี่ที่โรงงานของตนเองต้องปฏิบัติตามโดยตรง

Q2: ถ้าน้ำทิ้งผ่านค่า BOD แต่ไม่ผ่านค่า TDS ต้องทำอย่างไร?

A: ควรตรวจหาสาเหตุของ TDS ก่อนว่าเกิดจากเกลือหรือสารละลายประเภทใด แล้วประเมินเทคโนโลยีเพิ่มเติมที่เหมาะกับองค์ประกอบของน้ำเสีย

Q3: โรงงานขนาดเล็กต้องวิเคราะห์น้ำเสียทุกค่าไหม?

A: ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกพารามิเตอร์เสมอไป ควรเริ่มจากค่าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต และข้อกำหนดที่โรงงานต้องปฏิบัติตาม จากนั้นจึงเพิ่มพารามิเตอร์เฉพาะเมื่อมีความจำเป็น

Q4: ผลวิเคราะห์น้ำเสียเก่าสามารถใช้เลือกเครื่องบำบัดได้หรือไม่?

A: ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้ แต่หากกระบวนการผลิต วัตถุดิบ หรือปริมาณการผลิตเปลี่ยนไป ควรตรวจน้ำเสียใหม่เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนสภาพการผลิตในปัจจุบัน

Q5: หากต้องการออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย ควรเริ่มจากอะไร?

A: ควรเริ่มจาก ผลวิเคราะห์น้ำเสีย Flow Rate และเป้าหมายของการบำบัด แล้วจึงประเมินกระบวนการและเทคโนโลยีที่เหมาะสม


หากต้องการออกแบบ ระบบบำบัดน้ำเสีย ให้เหมาะกับลักษณะน้ำเสียของโรงงาน สามารถส่งผลวิเคราะห์น้ำเสียและข้อมูล Flow Rate ให้ทีมงาน Hydrosys ประเมินแนวทางและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการใช้งานได้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ระบบบำบัดน้ำเสียทั่วไป


📱Tel: 02-889-6180, 089-479-8156

🟢 Line: @hydrosys

📬 Email: info@hydrosys.co.th, hydrosys@hydrosys.co.th

📘 Facebook: Hydrosys