ค่าน้ำทิ้ง โรงงาน มีค่าที่ใช้ประเมินคุณภาพน้ำเสียหลายตัว เช่น pH, BOD, COD, TSS, TDS, อุณหภูมิ และ Oil & Grease โดยผลวิเคราะห์แต่ละค่าจะช่วยให้เห็นลักษณะของน้ำเสียและปัญหาที่ต้องจัดการ เพื่อนำไปใช้ร่วมกับ Flow Rate และองค์ประกอบของน้ำเสีย ในการเลือกเทคโนโลยีบำบัดที่เหมาะสม
บทความนี้จะพาไปดูว่า ค่าน้ำทิ้ง โรงงานแต่ละตัวบอกอะไร และผลวิเคราะห์น้ำเสียควรนำไปใช้ประกอบการเลือกเทคโนโลยีบำบัดอย่างไร เพื่อให้ระบบที่ออกแบบเหมาะกับลักษณะน้ำเสียและการใช้งานจริงของโรงงาน
ค่าน้ำทิ้ง โรงงาน คืออะไร
ค่าน้ำทิ้งโรงงาน คือค่าที่ใช้บอกคุณภาพของน้ำเสียจากกระบวนการผลิตหรือระบบบำบัด โดยได้จากการเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
ค่าที่นิยมตรวจ เช่น
- pH ค่าความเป็นกรด-ด่าง
- BOD ปริมาณสารอินทรีย์ที่จุลินทรีย์ย่อยสลายได้
- COD ปริมาณสารที่ต้องใช้ออกซิเจนในการออกซิไดซ์
- TSS ปริมาณของแข็งแขวนลอย
- TDS ปริมาณของแข็งที่ละลายในน้ำ
- Temperature อุณหภูมิของน้ำเสีย
- Oil & Grease ปริมาณน้ำมันและไขมัน
นอกจากนี้ อาจต้องตรวจ โลหะหนัก ค่าสี หรือพารามิเตอร์เฉพาะอื่น ๆ ตามประเภทและกระบวนการผลิตของโรงงาน ผลวิเคราะห์เหล่านี้ช่วยให้ทราบลักษณะของน้ำเสีย และใช้เป็นข้อมูลประกอบการ เลือกและออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย ให้เหมาะกับโรงงาน

ทำไมโรงงานต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้ง
การตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งมีความสำคัญทั้งในด้าน การปฏิบัติตามกฎหมาย และ การออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย
- ด้านกฎหมาย ช่วยให้โรงงานตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งและควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยข้อกำหนดอาจแตกต่างกันตามประเภทและลักษณะของโรงงาน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ กฎหมายน้ำเสียโรงงาน
- ด้านการออกแบบระบบ ผลวิเคราะห์ช่วยให้ทราบว่าน้ำเสียมีปัญหาจากอะไร เช่น สารอินทรีย์สูง ของแข็งแขวนลอยมาก หรือมี TDS สูง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการเลือกเทคโนโลยีบำบัด
ดังนั้น ควรนำ ผลวิเคราะห์น้ำเสียจริง มาใช้ประกอบการเลือกและออกแบบ ระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อให้เหมาะกับลักษณะน้ำเสียของโรงงาน
Parameter สำคัญที่ควรวิเคราะห์
การวิเคราะห์น้ำเสียจะเลือกตรวจมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ประเภทโรงงาน วัตถุดิบ และกระบวนการผลิต โดยแต่ละ Parameter ช่วยบอกลักษณะของน้ำเสียและปัญหาที่ต้องจัดการแตกต่างกัน ดังนี้
1. pH
pH ใช้บอกระดับความเป็นกรดหรือด่างของน้ำเสีย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการทำงานของจุลินทรีย์ในระบบบำบัดทางชีวภาพ รวมถึงอุปกรณ์และกระบวนการบำบัดบางประเภท
หากน้ำเสียมีค่า pH สูงหรือต่ำเกินไป อาจทำให้จุลินทรีย์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการกัดกร่อนของอุปกรณ์ ดังนั้นจึงอาจต้องมีขั้นตอน ปรับค่า pH ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมก่อนเข้าสู่กระบวน การถัดไป
2. BOD
BOD (Biochemical Oxygen Demand) คือปริมาณออกซิเจนที่จุลินทรีย์ต้องใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่อยู่ในน้ำ ค่า BOD จึงใช้สะท้อนภาระสารอินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้
หากค่า BOD สูง แสดงว่าน้ำเสียมีสารอินทรีย์ในปริมาณมาก เช่น น้ำเสียจากโรงงานอาหาร เครื่องดื่ม หรือกระบวนการผลิตที่มีวัตถุดิบอินทรีย์ การมีค่า BOD สูงจึงเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมิน ระบบบำบัดทางชีวภาพ และขนาดของระบบที่ต้องใช้
3. COD
COD (Chemical Oxygen Demand) คือปริมาณออกซิเจนที่ต้องใช้ในการออกซิไดซ์สารที่อยู่ในน้ำด้วยวิธีทางเคมี จึงสามารถสะท้อนภาระของสารที่ต้องจัดการได้กว้างกว่า BOD
การดู BOD และ COD ร่วมกัน ช่วยให้เห็นลักษณะของน้ำเสียได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะการประเมินว่าสารอินทรีย์ในน้ำมีแนวโน้มย่อยสลายทางชีวภาพได้มากน้อยเพียงใด ข้อมูลส่วนนี้จึงนำไปใช้ประกอบการเลือกกระบวนการบำบัดที่เหมาะสม
4. TSS
TSS (Total Suspended Solids) คือปริมาณของแข็งที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ เช่น ตะกอน เศษวัสดุ และอนุภาคของแข็งขนาดเล็ก
หากค่า TSS สูง อาจทำให้เกิดตะกอนสะสมในถังบำบัดหรือทำให้ระบบกรองเกิดการอุดตันได้ง่าย จึงอาจต้องมีขั้นตอน ดักหรือแยกของแข็ง ก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดหลัก เช่น การตกตะกอน การกรอง หรือกระบวนการแยกของแข็งที่เหมาะกับลักษณะน้ำเสีย
5. TDS
TDS (Total Dissolved Solids) คือปริมาณของแข็งหรือสารต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำ เช่น เกลือ แร่ธาตุ และสารอนินทรีย์บางชนิด ซึ่งแตกต่างจาก TSS ที่เป็นของแข็งแขวนลอย
หากน้ำเสียมีค่า TDS สูง ระบบบำบัดทางชีวภาพทั่วไปไม่สามารถกำจัด TDS ได้โดยตรง จึงต้องพิจารณาองค์ประกอบของสารที่ละลายอยู่เพิ่มเติม หากเป็นน้ำเสียที่มีความเข้มข้นสูงและต้องการลดปริมาตร อาจต้องพิจารณาเทคโนโลยีเพิ่มเติม เช่น Membrane หรือ Evaporation ตามคุณสมบัติของน้ำเสียและเป้าหมายของโรงงาน
6. Temperature
Temperature หรืออุณหภูมิของน้ำเสีย มีผลต่อการทำงานของจุลินทรีย์ และปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยเฉพาะระบบบำบัดทางชีวภาพที่ต้องควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับจุลินทรีย์
หากน้ำเสียมีอุณหภูมิสูงเกินไป อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของกระบวนการบำบัดและอุปกรณ์บางประเภท จึงควรตรวจสอบอุณหภูมิก่อนออกแบบระบบ และพิจารณาการลดอุณหภูมิหากจำเป็น
7. Oil & Grease
Oil & Grease ใช้บอกปริมาณน้ำมันและไขมันที่ปะปนอยู่ในน้ำเสีย พบได้บ่อยในโรงงานอาหาร โรงงานแปรรูป และโรงงานที่มีการใช้น้ำมันในกระบวนการผลิต
หากมีน้ำมันและไขมันในปริมาณสูง อาจรบกวนการทำงานของจุลินทรีย์ ทำให้เกิดการสะสมในถังหรือท่อ และส่งผลต่อระบบบำบัดในขั้นตอนถัดไป จึงอาจต้องมี ระบบแยกไขมันหรือน้ำมัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการบำบัดหลัก
8. Parameter อื่น ๆ ที่อาจต้องตรวจ
นอกจากค่าพื้นฐานข้างต้น โรงงานบางประเภทอาจต้องตรวจพารามิเตอร์เพิ่มเติมตามลักษณะของวัตถุดิบ และกระบวนการผลิต เช่น โลหะหนัก ค่าสี ความเค็ม หรือสารเคมีเฉพาะชนิด
ตัวอย่างเช่น โรงงานชุบโลหะอาจต้องให้ความสำคัญกับโลหะหนัก ขณะที่โรงงานสิ่งทอหรือย้อมผ้าอาจต้องตรวจค่าสีเพิ่มเติม การเลือกพารามิเตอร์ให้ตรงกับกระบวนการผลิตจะช่วยให้ผลวิเคราะห์สะท้อนปัญหาของน้ำเสียได้มากขึ้น และนำไปใช้วางระบบบำบัดได้เหมาะสมกว่าเดิม
Parameter แต่ละตัวบอกอะไรเกี่ยวกับน้ำเสีย
การอ่านผลวิเคราะห์น้ำเสียไม่ควรดูจาก Parameter เพียงตัวเดียว เพราะแต่ละค่ามีความสัมพันธ์กันและสะท้อนปัญหาของน้ำเสียคนละด้าน การดูหลายค่าร่วมกันจะช่วยให้ประเมินแนวทางบำบัดได้แม่นยำขึ้น
ตัวอย่างเช่น
- BOD และ COD สูง แต่ TDS ไม่สูง น้ำเสียมีภาระสารอินทรีย์เป็นหลัก จึงอาจพิจารณาระบบบำบัดทางชีวภาพร่วมกับกระบวนการอื่นที่เหมาะสม
- TDS สูง แต่ BOD ต่ำ อาจมีเกลือหรือสารอนินทรีย์ละลายอยู่ในน้ำปริมาณมาก จึงควรพิจารณาเทคโนโลยีที่เหมาะกับสารละลาย เช่น ระบบ Membrane หรือ Evaporation
- TSS สูง มีของแข็งแขวนลอยมาก อาจต้องเพิ่มขั้นตอนแยกของแข็งหรือตะกอนก่อนเข้าสู่ระบบบำบัดหลัก
- Oil & Grease สูง ควรพิจารณาการแยกน้ำมันและไขมันก่อน เพื่อป้องกันการรบกวนกระบวนการบำบัดในขั้นตอนถัดไป
ดังนั้น ผลวิเคราะห์ควรพิจารณาทั้ง คุณภาพน้ำเสีย องค์ประกอบของสาร และ Flow Rate เพื่อให้เลือกเทคโนโลยีบำบัดได้เหมาะกับสภาพน้ำเสียและเป้าหมายของโรงงาน

Flow Rate มีความสำคัญอย่างไร
นอกจากค่าคุณภาพน้ำ เช่น pH, BOD, COD, TSS และ TDS แล้ว Flow Rate หรืออัตราการไหลของน้ำเสีย ก็เป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย เพราะช่วยให้ทราบว่าระบบต้องรองรับน้ำเสียมากน้อยแค่ไหน
ตัวอย่างเช่น โรงงานมีน้ำเสีย 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่ไม่ได้ปล่อยน้ำเสียเท่ากันตลอดทั้งวัน ในบางช่วงอาจมีน้ำเสียไหลเข้าสู่ระบบมากกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงที่มีการผลิตสูง ซึ่งเรียกว่า Peak Flow หรืออัตราการไหลสูงสุด
หากออกแบบระบบโดยดูจากปริมาณน้ำเสียเฉลี่ยเพียงอย่างเดียว ระบบอาจรองรับน้ำเสียในช่วงที่มีการไหลสูงสุดได้ไม่เพียงพอ และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการบำบัดและคุณภาพน้ำหลังการบำบัด
ก่อนออกแบบระบบควรพิจารณาทั้ง ปริมาณน้ำเสียเฉลี่ย อัตราการไหลสูงสุด และช่วงเวลาที่มีน้ำเสียมาก ร่วมกับผลวิเคราะห์คุณภาพน้ำ เพื่อให้เลือกระบบบำบัดและกำหนดขนาดระบบได้เหมาะสมกับการใช้งานจริง
ผลวิเคราะห์น้ำเสียกับการออกแบบระบบบำบัด
เมื่อได้ผลวิเคราะห์น้ำเสียแล้ว วิศวกรจะนำข้อมูลมาพิจารณาร่วมกับ Flow Rate เพื่อดูว่าน้ำเสียมีลักษณะอย่างไร และควรใช้กระบวนการบำบัดแบบใด เช่น การดักของแข็ง การแยกไขมัน การปรับ pH ระบบบำบัดทางชีวภาพ หรือเทคโนโลยีบำบัดขั้นสูง
การออกแบบระบบจึงไม่ได้เริ่มจากการเลือกเครื่องบำบัดก่อน แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่า น้ำเสียมีอะไรปนอยู่ มีปริมาณมากน้อยแค่ไหน และต้องการให้น้ำหลังบำบัดมีคุณภาพระดับใด
เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยให้เลือกกระบวนการและอุปกรณ์ได้เหมาะกับน้ำเสียของโรงงานมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการเลือกใช้ระบบที่ไม่ตรงกับปัญหา และช่วยให้การออกแบบมีข้อมูลรองรับอย่างชัดเจน
กรณีน้ำเสียมี TDS สูงควรพิจารณาอะไรเพิ่มเติม
หากผลวิเคราะห์พบว่า TDS สูง ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมว่า สารที่ละลายอยู่ในน้ำเสียมาจากอะไร เพราะ TDS ไม่ได้บอกว่าในน้ำมีสารชนิดใดบ้าง
จึงควรพิจารณาข้อมูลอื่นร่วมด้วย เช่น Salinity องค์ประกอบทางเคมี อัตราการไหล และแนวโน้มการเกิดตะกรัน โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการลดปริมาตรน้ำเสียหรือแยกน้ำออกจากสารที่ละลายอยู่
การทราบว่าสารที่ทำให้ TDS สูงมาจากอะไร จะช่วยให้วิศวกรประเมินและเลือกเทคโนโลยีบำบัดได้เหมาะกับลักษณะน้ำเสียมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น
- หาก TDS สูงจาก เกลือหรือสารละลายที่มีความเข้มข้นสูง อาจต้องพิจารณาเทคโนโลยีที่สามารถแยกน้ำออกจากสารละลายได้ เช่น Membrane หรือ Evaporator Concentrator
- หากน้ำเสียมี สารที่มีแนวโน้มเกิดตะกรันสูง ควรประเมินการเกิดตะกรันก่อนเลือกและออกแบบระบบ เพื่อป้องกันปัญหาการสะสมภายในอุปกรณ์
- หากมี Flow Rate สูง นอกจากดูคุณภาพน้ำแล้ว ต้องพิจารณาขนาดและกำลังการรองรับของระบบให้เหมาะกับปริมาณน้ำเสียด้วย
สรุป
การดู ค่าน้ำทิ้งโรงงาน ไม่ควรพิจารณาจากค่าใดค่าหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรดู pH, BOD, COD, TSS, TDS, Temperature, Oil & Grease รวมถึง Flow Rate และองค์ประกอบของน้ำเสีย ร่วมกัน เพื่อให้เห็นปัญหาของน้ำเสียได้ชัดเจนขึ้น
ข้อมูลจากผลวิเคราะห์จะช่วยให้วิศวกรประเมิน และออกแบบกระบวนการบำบัดได้ เหมาะกับลักษณะน้ำเสียของแต่ละโรงงาน ตั้งแต่การแยกของแข็ง การปรับ pH ระบบบำบัดทางชีวภาพ ไปจนถึงเทคโนโลยีอย่าง Membrane, Evaporation หรือ ZLD ในกรณีที่มีความเหมาะสม
ดังนั้น ก่อนเลือกอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีบำบัด ควรเริ่มจากการ วิเคราะห์น้ำเสียจริงและทำความเข้าใจเป้าหมายของโรงงาน เพื่อให้ได้ระบบที่เหมาะกับการใช้งานและสามารถรองรับสภาพน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
FAQ
Q1: ค่าน้ำทิ้งโรงงานต้องตรวจบ่อยแค่ไหน?
A: ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดของโรงงาน รวมถึงข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจสอบความถี่ที่โรงงานของตนเองต้องปฏิบัติตามโดยตรง
Q2: ถ้าน้ำทิ้งผ่านค่า BOD แต่ไม่ผ่านค่า TDS ต้องทำอย่างไร?
A: ควรตรวจหาสาเหตุของ TDS ก่อนว่าเกิดจากเกลือหรือสารละลายประเภทใด แล้วประเมินเทคโนโลยีเพิ่มเติมที่เหมาะกับองค์ประกอบของน้ำเสีย
Q3: โรงงานขนาดเล็กต้องวิเคราะห์น้ำเสียทุกค่าไหม?
A: ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกพารามิเตอร์เสมอไป ควรเริ่มจากค่าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิต และข้อกำหนดที่โรงงานต้องปฏิบัติตาม จากนั้นจึงเพิ่มพารามิเตอร์เฉพาะเมื่อมีความจำเป็น
Q4: ผลวิเคราะห์น้ำเสียเก่าสามารถใช้เลือกเครื่องบำบัดได้หรือไม่?
A: ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้ แต่หากกระบวนการผลิต วัตถุดิบ หรือปริมาณการผลิตเปลี่ยนไป ควรตรวจน้ำเสียใหม่เพื่อให้ข้อมูลสะท้อนสภาพการผลิตในปัจจุบัน
Q5: หากต้องการออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย ควรเริ่มจากอะไร?
A: ควรเริ่มจาก ผลวิเคราะห์น้ำเสีย Flow Rate และเป้าหมายของการบำบัด แล้วจึงประเมินกระบวนการและเทคโนโลยีที่เหมาะสม
หากต้องการออกแบบ ระบบบำบัดน้ำเสีย ให้เหมาะกับลักษณะน้ำเสียของโรงงาน สามารถส่งผลวิเคราะห์น้ำเสียและข้อมูล Flow Rate ให้ทีมงาน Hydrosys ประเมินแนวทางและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการใช้งานได้
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ระบบบำบัดน้ำเสียทั่วไป
📱Tel: 02-889-6180, 089-479-8156
🟢 Line: @hydrosys
📬 Email: info@hydrosys.co.th, hydrosys@hydrosys.co.th
📘 Facebook: Hydrosys





